06Jan

ภาวะฉุกเฉินทางระบบประสาทในห้องฉุกเฉิน

รศ. นพ. สมศักดิ์ เทียมเก่า 1,2,3
1 สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
2 กลุ่มวิจัยโรคหลอดเลือดสมอง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ,
3 กลุ่มวิจัยโรคลมชักแบบบูรณาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

 

 

บทนำ

ผู้ป่วยที่มีอาการทางระบบประสาทมีทั้งอาการรุนแรง ไม่รุนแรง ที่มารับการรักษา ณ ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลนั้น ส่วนหนึ่งเป็นภาวะวิกฤติอันตรายต่อชีวิต และเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบให้การรักษา เพราะถ้าล่าช้าผลการรักษาจะไม่ได้ผลดี อีกส่วนหนึ่งเป็นภาวะที่ไม่อันตรายต่อชีวิต แต่ต้องรีบให้การรักษาเพื่อลดความเจ็บปวด หรือความทุกข์ทรมาน แต่ด้วยจำนวนผู้ป่วยที่มีจำนวนมากในห้องฉุกเฉิน อาการทางระบบประสาทนั้นมีความซับซ้อนในการประเมิน และให้การรักษาเบื้องต้น ตลอดจนการรักษาที่จำเพาะนั้น ทีมผู้ให้การรักษาต้องมีแนวทางในรักษาที่ชัดเจนร่วมกับประสบการณ์ การรักษาที่ไม่ทันเวลาอาจส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ไม่เป็นไปตามแนวทางการรักษา และอาจส่งผลต่อผลการรักษา รวมทั้งอาจเป็นเหตุให้เกิดความไม่ประทับใจในการรักษาของทีมสุขภาพ ดังนั้น บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบถึงแนวคิดรูปแบบหนึ่ง ในการดูแลผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางระบบประสาท เพื่อนำไปปรับให้เข้ากับระบบบริการของแต่ละโรงพยาบาล

 

อาการผิดปกติทางระบบประสาทที่พบบ่อย 

อาการผิดปกติทางระบบประสาทที่ผู้ป่วยมารับการรักษาที่ห้องฉุกเฉิน ได้แก่ อาการอ่อนแรง (motor weakness) ปวดศีรษะ (headache) วิงเวียนศีรษะ (vertigo) เซ (ataxia) ความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง (alteration of consciousness) หมดสติโคม่า (coma) และชัก (seizure) ซึ่งวิธีการ approach ที่นำเสนอในบทความนี้เป็นเพียงแนวคิดหนึ่งของผู้เขียนเท่านั้น ยังมีรูปแบบการ approach อื่น ๆ ที่สามารถนำมาประยุกต์ การนำไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในแต่ละโรงพยาบาลที่มีความพร้อมแตกต่างกัน

 

หลักแนวคิดในการรักษาผู้ป่วยภาวะฉุกเฉิน

สิ่งแรก คือ การประเมินว่าผู้ป่วยมีภาวะ life threatening หรือเป็นอาการผิดปกติทางระบบประสาทที่เป็นภาวะเร่งด่วน fast track หรือไม่ เพราะทั้ง 2 ภาวะนี้ถ้าให้การรักษาไม่เหมาะสมก็จะส่งผลต่อผลการรักษา หรืออาจเสียชีวิตได้ ถ้าไม่ใช่ 2 ภาวะเร่งด่วนดังกล่าวแล้วก็ยังพอมีเวลาในการให้การรักษา ซึ่งส่วนหนึ่งก็ยังไม่สามารถให้การวินิจฉัยโรคได้แน่นอน แต่ก็สามารถให้การจัดการรักษาเบื้องต้นได้ แนวคิดการรักษาผู้ป่วยภาวะฉุกเฉิน ดังแผนภูมิที่ 1 กรณีที่แพทย์สามารถให้การวินิจฉัยโรคได้แน่นอนแล้ว ก็ไม่ยากในการให้การรักษาที่จำเพาะต่อไป กรณีที่ยังไม่ทราบการวินิจฉัยโรคแน่นอน ต้องอาศัยข้อมูลจากการตรวจเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการ แพทย์ก็ต้องให้การรักษาเบื้องต้นให้พ้นภาวะวิกฤติ หรือภาวะเร่งด่วนนั้นให้ได้ก่อน ส่วนกรณีที่ยังไม่ทราบเลยว่าสาเหตุของโรค หรืออาการที่ผิดปกตินั้นเกิดจากอะไร ก็ยิ่งจำเป็นต้องให้การรักษาเบื้องต้น เพื่อให้พ้นช่วงอันตราย และบรรเทาอาการทุกข์ทรมานนั้นให้ดี เพื่อให้การสืบค้นโรค และรอการปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่อไป

 

แผนภูมิที่ 1 แสดงแนวทางการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะฉุกเฉินทางระบบประสาท

 

ภาวะฉุกเฉิน

การให้การรักษาที่ดีในห้องฉุกเฉินนั้น ควรประกอบด้วย ระบบการบริการที่ดีและมีความชัดเจน ผู้ปฏิบัติงานมีความรู้และทัศนคติที่ดี มีความพร้อมทางด้านสุขภาพกายและใจ รวมทั้งหลักการตัดสินใจที่ดีและมีหลักการ ดังตัวย่อ F A S T ความหมาย คือ

F: Flow of service แนวทางในการบริการต้องชัดเจน รวดเร็ว
A: Accuracy of information ข้อมูลต้องมีความแม่นยำ ถูกต้อง
S: Staff and system ระบบการทำงานและทีมต้องมีความพร้อม
T: Teamwork การทำงานต้องทำเป็นทีมที่มีความพร้อมและประสิทธิภาพ

 

การให้บริการที่ดีนั้นจะทำให้เกิดความประทับใจ และผลการรักษาที่ดี แต่ถ้าตรงกันข้ามก็จะทำให้เกิดความวุ่นวาย ไม่ประทับใจ และผลการรักษาที่ไม่ดี ซึ่งการรักษาที่ไม่ดีนั้น เกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่ F U R I O U S ความหมาย คือ

F: Full of ER ความแออัดของแผนก ER
U: Unsatisfied การบริการที่ไม่ประทับใจ ไม่รวดเร็ว
R: Re-visit การรักษาที่ไม่หาย ทำให้ผู้ป่วยต้องมาตรวจซ้ำ
I: Ignore การเพิกเฉย ไม่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ป่วย ญาติ
O: Over-investigate การส่งตรวจเพิ่มเติมที่มากเกิน เสียเวลารอคอย
U: Unmeet การบริการที่ไม่เหมาะสม ไม่เป็นไปตามที่ควร
S:  Standard การรักษาที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน

 

อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง

อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงเป็นอาการที่พบบ่อยมาก ที่สำคัญต้องประเมินภาวะอ่อนแรงนั้นว่าเป็นภาวะ life-threatening ที่มาด้วยอาการอ่อนแรงร่วมกับอาการอื่น ๆ ที่ต้องรีบให้การรักษาอย่างเร่งด่วน ได้แก่

  • Quadriplegia with respiratory failure: GBS, MG crisis
  • Quadriplegia with coma: spinal cord, brainstem with sepsis
  • Hemiplegia with coma: intracranial lesion with brain herniation

ซึ่งต้องรีบประเมิน ประเมิน vital signs, pupil size and react to light? ประเมิน oxygen saturation, CO2 และต้องประเมินด้วยว่า อาการอ่อนแรงนั้นเข้าได้กับ stroke fast track? เพราะต้องรีบ activate stroke fast track เช่นเดียวกัน การประเมินและส่งตรวจเพิ่มเติมผู้ป่วยที่มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงนั้น ขึ้นกับสาเหตุที่เราคิดถึงเป็นอันดับแรก เช่น อาการเข้าได้กับ acute stroke ก็ต้องรีบ activate stroke fast track ดังภาพที่ 1

 

ภาพที่ 1 แสดงการส่งตรวจเพิ่มเติมเบื้องต้นในผู้ป่วยมีอาการอ่อนแรง

ภาวะภาพ

 

การรักษาก็ขึ้นกับสาเหตุและความรุนแรงของโรคนั้น ๆ เช่น ถ้าเป็น stroke ก็ activate stroke fast track ถ้าเป็นอุบัติเหตุก็ให้การรักษาอาการเบื้องต้น และแก้ไขความผิดปกติที่เกิดขึ้นตามสาเหตุนั้น ๆ

 

อาการปวดศีรษะ

อาการปวดศีรษะเป็นอาการที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินได้บ่อยอาการหนึ่ง และก็มักจะสร้างความปวดหัวให้กับแพทย์ผู้ให้การดูแลผู้ป่วย เพราะต้องตัดสินใจให้ได้ว่าจะต้องให้การรักษาอย่างไร เพราะส่วนใหญ่แล้วมักมีสาเหตุที่ไม่ร้ายแรง เช่น migraine, tension typed headache, trigeminal neuralgia หรือ cluster headache แต่ก็ต้องพยายามมองหาผู้ป่วยที่อาจเกิดจากสาเหตุที่ร้ายแรง พลาดไม่ได้ แนวทางที่ผมนำเสนอ คือ การแยกผู้ป่วยออกเป็นกลุ่ม ๆ ดังแผนภูมิที่ 2

 

แผนภูมิที่ 2 แสดงแนวทางการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะ

 

ภาวะ

 

ผู้ป่วยอาการปวดศีรษะที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ และรีบให้การประเมินอาการอย่างเร่งด่วน คือ กลุ่มผู้ป่วยปวดศีรษะ life-threatening และกลุ่ม dangerous คือ มีความอันตราย ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น แพทย์ต้องเฝ้าระวังผู้ป่วย 2 กลุ่ม ดังกล่าว คือ กลุ่ม life-threatening headache ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดการเสียชีวิต หรือพิการได้ กลุ่มนี้ได้แก่

  • Sudden severe headache
  • Severe headache with fever/alteration of consciousness
  • Severe headache with coma
  • Severe headache with seizure
  • Severe headache with severe high blood pressure

ส่วนกลุ่มที่มีสาเหตุต้องรีบแก้ไข ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขที่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดอันตราย (DANGEROUS) ได้ คือ กลุ่มผู้ป่วยต่อไปนี้

D: Drug ยา anticoagulant, ยารักษาโรคหัวใจ, โรคติดเชื้อ เอชไอวี, โรคตับ ไตวาย
A: Accident/abrupt onset ประวัติอุบัติเหตุที่ศีรษะ หรืออาการเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน
N: Neurological deficit พบความผิดปกติทางระบบประสาท
G: Grown up อาการรุนแรงมากขึ้น
E: Eye pain ปวดตาร่วมด้วย
R: Re-visit ตรวจรักษาซ้ำก่อนนัด
O: Older สูงอายุ
U: Un-consciousness หมดสติ ไม่รู้สึกตัว
S: Seizure ชัก

 

หลักการที่แพทย์ดูแลผู้ป่วยที่มาด้วยอาการปวดศีรษะที่ห้องฉุกเฉินทุกราย คือ

  • ต้องไม่ประมาท เมื่อพบผู้ป่วยปวดศีรษะทุกราย อย่าคิดว่าผู้ป่วยเป็นกลุ่ม functional headache
  • ต้องพิจารณาข้อมูลจากประวัติการเจ็บป่วยอย่างละเอียด ต้องใส่ใจกับประวัติที่ดี อย่ามองเพียงประเด็นใดประเด็นหนึ่ง เช่น เคยเห็นว่าถูกวินิจฉัยเป็นผู้ป่วยที่เคยรับการรักษากับจิตแพทย์ ก็คิดว่าเป็น functional headache
  • ต้องตรวจร่างกายทั้งระบบ general และ neurological examination ให้ดี
  • ต้องให้คำแนะนำที่ชัดเจนกับผู้ป่วยและญาติ โดยเฉพาะว่าเมื่อไหร่ควรรีบมาพบแพทย์ก่อนนัด ยิ่งเป็นกรณีที่ยังไม่ทราบการวินิจฉัยโรคที่แน่นอน ต้องให้คำแนะนำที่ละเอียดมาก ๆ
  • ต้องให้เวลาในการพบกันครั้งแรกให้เหมาะสม เพราะการวินิจฉัยครั้งแรกจะทำให้การรักษาต่อไปเป็นไปในแนวทางที่ถูก หรือไม่เหมาะสมได้
  • ถ้าผู้ป่วยมาพบแพทย์ที่ ER ซ้ำก่อนนัด ต้องให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ เพราะนั้นหมายถึงว่าการรักษาที่เราให้ไปนั้นไม่ได้ผลดี และสาเหตุน่าจะยังไม่ได้รับการแก้ไข

กรณีต่อไปนี้ แพทย์ควรให้ความสนใจมากยิ่งขึ้น ได้แก่

  • ผู้ป่วยมีโรคประจำตัว liver หรือ renal failure, HIV infection หรือ malignancy
  • ผู้ป่วยทานยา anticoagulant
  • ผู้ป่วยมีประวัติ traumatic brain injury
  • ผู้ป่วยมีประวัติ alteration of consciousness
  • ผู้ป่วยสูงอายุที่มีอาการปวดศีรษะเป็นครั้งแรก
  • ผู้ป่วยที่ตรวจไม่พบความผิดปกติ แต่อาการปวดศีรษะรุนแรง

สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยปวดศีรษะที่ห้องฉุกเฉิน คือ

  • ไม่ตรวจผู้ป่วย แต่สั่งการรักษาแบบเดิมให้ผู้ป่วย เพราะเห็นว่าเป็นผู้ป่วยเก่าที่เคยมารับการรักษาหลายครั้งแล้ว
  • สั่งยาแก้ปวดให้ผู้ป่วย โดยไม่ทราบว่าสาเหตุเกิดจากอะไร และไม่ได้ให้คำแนะนำใด ๆ
  • ตรวจร่างกายไม่พบความผิดปกติ จึงบอกกับผู้ป่วยว่าไม่มีอะไรผิดปกติ ไม่ต้องมาตรวจที่ ER อีก
  • ผู้ป่วยขอตรวจ CT scan brain แต่แพทย์เห็นว่าไม่จำเป็น ก็ถกเถียงกันกับผู้ป่วย กรณีแบบนี้อาจใช้วิธีการพูดคุยกัน หรือส่งปรึกษาแพทย์เฉพาะทางอีกครั้ง พยายามหลีกเลี่ยงการโต้เถียงกับผู้ป่วย หรือญาติ

 

อาการวิงเวียนศีรษะเดินเซ (vertigo และ ataxia)

อาการวิงเวียนศีรษะเป็นอาการที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินได้ 2 แบบ คือ อาการที่เพิ่งเป็น มีอาการวิงเวียน อาเจียน บ้านหมุน เซ เดินไม่ได้ และแบบหนึ่ง คือ อาการนั้นไม่รุนแรงมากเท่ากับในกรณีแรก แต่เป็น ๆ หาย ๆ อาการไม่ดีขึ้น กลัวว่าจะมีสาเหตุที่ร้ายแรงจึงมาพบแพทย์ ผมขอเสนอแนวทางการแบ่งกลุ่มผู้ป่วยเป็นดังแผนภูมิที่ 3

 

แผนภูมิที่ 3 แสดงแนวทางการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการวิงเวียนศีรษะ

 

ภาวะภาพ

 

การดูแลผู้ป่วยที่มีอาการวิงเวียนศีรษะนั้น ต้องให้การประเมินว่าผู้ป่วยเป็นกลุ่มอาการของ stroke หรือภาวะ life-threatening ก่อนเสมอ เพราะเป็นภาวะเร่งด่วนและมีอันตรายถึงกับชีวิตได้ กลุ่มอาการ vertigo ที่เป็น life-threatening ได้แก่

  • Vertigo with increased intracranial pressure
  • Vertigo with progressive neurological deficit
  • Vertigo with rapid alteration of consciousness/coma

และกลุ่มอาการ vertigo อีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องระมัดระวัง คือ กลุ่มที่มีสาเหตุจาก stroke เพราะอาจเป็น lacunar infarction, cerebellar stroke หรืออาจเป็น basilar artery stroke ก็ได้ ผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจมีอาการ vertigo และตรวจพบ cerebellar sign ระดับความดันโลหิตที่สูงมาก (มากกว่า 180/110 มม.ปรอท) ประวัติมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิด stroke ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวหลาย ๆ โรค ผู้ป่วยที่มา ER เป็นครั้งที่ 2 ก่อนนัด กลุ่มผู้ป่วยที่ต้องให้ความระมัดระวัง ได้แก่

V: Vertigo
E: ER visit
R: Re-visit
T: Tandem gait
I: Intention tremor/ increased BP
G: Gait ataxia
O: Older

 

กลุ่มอาการ alteration of consciousness/coma ผู้ป่วยกลุ่มนี้เป็นกลุ่มอาการที่อันตรายสูงสุด เพราะถ้าให้การรักษาที่ล่าช้า ก็อาจส่งผลให้เสียชีวิต หรือพิการได้สูง แนวทางการ approach ที่ห้องฉุกเฉิน ดังแผนภูมิที่ 4

 

แผนภูมิที่ 4 แสดงแนวทางการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการหมดสติ

 

ภาวะ

การดูแลผู้ป่วยที่มีอาการหมดสติ หรือระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลงนั้น เป็นกลุ่มอาการที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วย Alteration Of Consciousness (AOC) ที่เป็นภาวะ life-threatening ได้แก่

  • AOC with fever
  • AOC with abnormal respiratory pattern/apnea
  • AOC with abnormal pupil size and react to light

ส่วนผู้ป่วยอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องสงสัยว่าจะมีสาเหตุจาก central nervous system ได้แก่

C: Concussion
O: Older
N: Neurological deficit
S: Stroke risk
C: Coagulation system
I: Infectious
O: Ophthalmic finding
U: Underlying diseases
S: Seizure

 

กลุ่มอาการ life-threatening และกลุ่มอาการที่มีสาเหตุใน central nervous system นั้นเป็นภาวะที่ต้องให้การดูแลอย่างเร่งด่วนและเหมาะสม เป็นแนวทางที่ต้องให้การปฏิบัติตามอย่างเหมาะสม ส่วนสาเหตุที่เกิดจากสาเหตุของ metabolic disturbance, delirium และสาเหตุอื่น ๆ นั้น ยังพอมีเวลาในการประเมินโดยละเอียด เพื่อให้การวินิจฉัยและรักษาที่เหมาะสมต่อไป

 

อาการชัก ผู้ป่วยที่มีอาการชักญาติจะเป็นผู้นำส่งที่ห้องฉุกเฉิน ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ป่วยก็มักจะหยุดชักแล้ว แต่ก็มีผู้ป่วยส่วนหนึ่งที่ยังมีอาการชักอยู่ ซึ่งต้องรีบควบคุมอาการชักให้ได้เร็วที่สุด มิฉะนั้นอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ดังนั้น แนวทางในการ approach อาการชัก ดังแผนภูมิที่ 5

 

แผนภูมิที่ 5 แสดงแนวทางการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการชัก

ภาวะ

การดูแลผู้ป่วยที่มาด้วยอาการชักในห้องฉุกเฉินนั้น ต้องรีบประเมินว่าผู้ป่วยเป็น status epilepticus, seizure ที่ร่วมกับภาวะ life-threatening อื่น ๆ กลุ่มอาการชักที่เป็นภาวะ life-threatening ได้แก่

  • Status epilepticus
  • Seizure with severe headache
  • Seizure in HIV, ESRD, liver failure, pregnancy, bleeding tendency
  • Seizure in coma patient with abnormal pupil seize

การรักษาอาการชักที่ห้องฉุกเฉินมักพบความเข้าใจผิด 2 แบบ คือ การฉีดยา benzodiazepine ถึงแม้จะหยุดชักแล้ว และอีกแบบหนึ่ง คือ รอให้ชักนาน 5 นาทีแล้วจึงฉีดยา benzodiazepine เพราะรอให้ครบเวลาตามที่ guideline กำหนดไว้ จริงแล้วควรให้การรักษาดังนี้

  • การชักที่นานมากกว่า 5 นาที เพื่อป้องกันการเกิดอันตรายต่อสมอง
  • การชักที่นานกว่า 5 นาทีมักจะชักไม่หยุด เป็น status epilepticus
  • จึงมีคำแนะนำให้เริ่มทำการรักษาอาการชัก ถ้าชักนานกว่า 5 นาที
  • แต่การชักส่วนใหญ่นานประมาณ 90 – 150 วินาที
  • ดังนั้น มีความจำเป็นหรือไม่ที่ต้องรอให้ชักนาน 5 นาที แล้วจึงให้ยาระงับอาการชัก

ปัญหาที่พบบ่อย ๆ ในการดูแลผู้ป่วยที่มาด้วยอาการชักในห้องฉุกเฉิน คือ การอธิบายวิธีการดูแลกับผู้ป่วย และญาติ การให้ยา benzodiazepine มาก หรือบ่อยเกินไป การเริ่มยากันชักที่ล่าช้า หรือเร็วเกินไป และการใส่ท่อ endotracheal tube เร็วเกินไป ดังนั้น แพทย์และทีมผู้ให้การรักษานั้น ต้องมีความมั่นใจในการวินิจฉัยอาการชัก และการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่เหมาะสม การดูแลภาวะ post ictal ที่ผู้ป่วยมีภาวะซึม ยังไม่ตื่นเป็นปกติ ระวังภาวะ respiratory depression จากการให้ยา benzodiazepine มากเกิน การให้ยากลุ่มนี้ เช่น diazepam 10 มก. ฉีดทางหลอดเลือดดำนั้น ควรให้ได้อย่างมากไม่เกิน 2 ครั้งในช่วงระยะเวลา 10 – 15 นาที

 

การดูแลผู้ป่วยที่ห้องฉุกเฉิน มีข้อผิดพลาดที่พบบ่อย คือ

P: Practice guideline ไม่ได้นำแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานมาใช้
I: Information การได้รับข้อมูลด้านการเจ็บป่วยที่ไม่เหมาะสม
T: Technology การใช้เทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสม เช่น การตรวจเพิ่มเติมที่มากเกินความจำเป็นในภาวะเร่งด่วน
F: False-positive การไม่เข้าใจความหมายที่ถูกต้องของผลการตรวจ
A: Ability ความสามารถของทีมผู้ให้บริการในการให้การรักษาในภาวะฉุกเฉิน
L: Less conversation การสื่อสารที่ไม่เหมาะสม เพียงพอ
L: Less time การเร่งรีบ มีเวลาน้อย ไม่เพียงพอในการประเมินและให้การรักษา
S: Stress ความเคร่งเครียด เร่งรีบ และภาวะวิกฤติในห้องฉุกเฉิน ส่งผลให้การรักษาไม่เหมาะสม

 

ดังนั้นหลักการดูแลผู้ป่วยภาวะฉุกเฉินที่ดีควรประกอบด้วย

E: Emergency response การมีแนวทางการ approach ผู้ป่วยในภาวะฉุกเฉิน
M: Mankind การให้การรักษาด้วยใจ หายด้วยเทคโนโลยี
E: Eagle eye ความแม่นยำ มีแนวทางวิธีการรักษาที่เฉียบคม
R: Respect การให้ความเชื่อมั่น เชื่อถือในทีม และระบบบริการของโรงพยาบาล
G: Gentle การบริการด้วยความอ่อนโยนและมีความสุภาพ
E: Encounter การให้ความตระหนักในปัญหาเจ็บป่วย และระบบบริการ
N: Networking การมีเครือข่ายในการส่งต่อและการให้บริการที่ดีในทุก ๆ ทีม ทุกระดับ
C: Conversation การสื่อสารที่ดี ก่อให้เกิดความเข้าใจระหว่างผู้ให้บริการ กับผู้ป่วย ญาติ และทีมสุขภาพ
Y: You can ทุกคนในทีมสุขภาพมีความสำคัญอย่างยิ่ง

 

หมายเหตุ :
บทความนี้เรียบเรียงจากประสบการณ์โดยตรงของผู้เขียน ที่ปฏิบัติงานเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท ในโรงพยาบาลศรีนครินทร์

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มา 20 ปี ซึ่งพบปัญหาในการดูแลผู้ป่วยที่มาด้วยอาการผิดปกติทางระบบประสาท