02Apr

“สัญลักษณ์ทางการแพทย์”

นพ. ธีรวัฒน์ บูระวัฒน์
โรงพยาบาลเขาสุกิม จ.จันทบุรี

 

พูดถึงสัญลักษณ์ทางการแพทย์เชื่อว่าทุกคนคงเคยผ่านตาว่าสัตว์ที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ทางการแพทย์สากลคือ “งู” แต่หากถามว่ามีงูอยู่หนึ่งหรือสองตัว? อันนี้ชักจะเริ่มลังเลใช่ไหมครับ บทความนี้จะไขข้อกระจ่างให้โดยการเริ่มต้นที่ตำนานเทพเจ้ากรีก – โรมันนะครับ ตกลงกันก่อนเนื่องจากเทพเจ้าของกรีกและโรมันมีความคล้ายคลึงกัน ในที่นี้จะขอใช้ชื่อของกรีกเป็นหลักซึ่งตรงกับเทพเจ้าใดของโรมันจะใส่ชื่อไว้ในวงเล็บเช่น มหาเทพ Zeus ของกรีกจะตรงกับ Jupiter ของโรมันก็จะเขียนเป็น Zeus (Jupiter) เป็นต้น

 

Hermes (Mercury) เทพเจ้าแห่งคนเดินทาง

Hermes (Mercury) เป็นบุตรของ Zeus (Jupiter) กับเทพธิดา Maia บุตรีของ Atlas พระองค์เกิดที่ถ้ำแห่งหนึ่งบนเทือกเขา Cyllene ใน Arcadia หลังกำเนิดมารดาห่อตัวพระองค์ไว้และผล็อยหลับไป Hermes (Mercury) ออกมาได้ทั้ง ๆ ที่ถูกห่อตัวอยู่และเดินทางไปยังแคว้น Thessaly ที่ซึ่งพี่ชายคือ Apollo มีฟาร์มเลี้ยงวัวอยู่ Hermes (Mercury) ขโมยวัวไป 50 ตัวและนำกลับไปยังกรีกโดยซ่อนมันไว้ที่บริเวณใกล้กับเมือง Pylos ก่อนจะกลับถ้ำยังได้ฆ่าเต่าตัวหนึ่งเพื่อเอากระดองของมันและเอาลำไส้จากวัวที่ขโมยมาตัดเป็นเส้น 7 เส้นขึงเป็นสายที่กระดองเต่า จากนั้นจึงกลับไปที่ถ้ำและเอาผ้าห่อตัวเองไว้ตามเดิม

 

Caduceus (ภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Caduceus)

 

Apollo รู้ตัวว่าถูก Hermes (Mercury) ขโมยวัว จึงไปฟ้อง Maia แต่นางปฏิเสธเนื่องจากยังเห็น Hermes (Mercury) อยู่ในห่อผ้าตามเดิม Zeus (Jupiter) ซึ่งเห็นเหตุการณ์อยู่ตลอดจึงบอกให้ Hermes (Mercury) นำวัวไปคืน ระหว่างที่ถกเถียงกันอยู่นั้น Hermes (Mercury) ก็เริ่มเล่นพิณกระดองเต่า เสียงดนตรีที่ไพเราะของมันต้องใจ Apollo อย่างมากถึงกับขอแลกมันกับวัวที่ถูกขโมยมาทั้งหมด นอกจากนี้ Apollo ยังประทานคฑาซึ่งทำจากทองคำให้ด้วย

 

Zeus (Jupiter) ประทับใจในไหวพริบของ Hermes (Mercury) จึงมอบหมายให้เป็นผู้ประกาศเทวโองการ โดยประทานของวิเศษให้คือ มาลา (หมวก) ทองคำมีปีก ฉลองพระบาท (รองเท้า) ติดปีกเพื่อให้เสด็จไปได้ทุกที่อย่างรวดเร็ว และประทานฉลองพระองค์ (เสื้อ) เพื่อใช้คลุมกลอุบายต่าง ๆ ไม่ให้ใครรู้ นอกจากนี้ พระองค์ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นเทพเจ้าแห่งขโมย เทพเจ้าแห่งคนเดินทาง และเทพเจ้าแห่งพ่อค้าอีกด้วย

 

วันหนึ่งระหว่างเดินทาง Hermes (Mercury) ได้พบกับงูสองตัวกำลังต่อสู้กัน เพื่อระงับเหตุพิพาท เขาจึงโยนคฑาไปตรงกลาง ทำให้งูทั้งสองตัวขึ้นมาพันกันบนคฑาหันหน้าเข้าหากัน สิ่งนี้มีชื่อเรียกว่า Caduceus (มาจากภาษากรีก “kerykeion” ที่แปลว่า “ผู้ประกาศ”) ภายหลังมีการเติมปีกคู่หนึ่งอยู่ที่หัวคฑาด้วยเพื่อแสดงถึงความว่องไวปราดเปรียวซึ่งต่อมากลายเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นกลางและความสงบ นอกจากนี้ นักเล่นแร่แปรธาตุในยุคแรก ๆ ล้วนเป็นบุตรของ Hermes (Mercury) ทำให้ Caduceus ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของนักเคมีอีกด้วย

 

Apollo เทพเจ้าแห่งแสงสว่าง ดนตรีและกวีนิพนธ์

Apollo เป็นพระโอรสของ Zeus (Jupiter) กับเทพธิดา Leto เทพเจ้าแห่งแสงสว่างผู้นี้ทรงเป็นคู่แฝดกับ Artemis (Diana) เทพีแห่งแสงจันทราและการล่าสัตว์

 

สมัย Apollo เป็นหนุ่มได้ออกท่องเที่ยวตามแคว้นต่าง ๆ ทางตอนเหนือของประเทศกรีซและมีชายามากมายหลายองค์ ที่แคว้น Thessaly พระองค์มีชายาคือ เจ้าหญิง Coronis (Arsinoe) เมื่อตั้งครรภ์ Apollo ให้นกดุเหว่าขนสีขาวตัวหนึ่งเฝ้านางไว้ แต่ชายาผู้นี้นอกใจไปตกหลุมรักมนุษย์นาม Ischys บุตรของ Elatus ด้วยความพิโรธ Apollo จึงส่งเทพธิดา Artemis (Diana) ไปสังหารเธอและสาปให้นกดุเหว่ามีขนสีดำนับแต่นั้นมา

 

ตอนที่จะเผาศพ Coronis (Arsinoe) นั้น Apollo พบว่า นางตั้งครรภ์อยู่จึงผ่าตัดทำคลอดโอรสในครรภ์ออกมา โอรสองค์นี้มีนามว่า Asclepius (Aesculapius) พระองค์มอบโอรสองค์นี้ให้แก่ Chiron นำไปเลี้ยงในถ้ำที่หุบเขา Pelion บรมครูผู้ยิ่งใหญ่ของกรีกผู้นี้ได้ถ่ายทอดวิชาการรักษาให้จน Asclepius (Aesculapius) กลายเป็นแพทย์ที่มีชื่อเสียงของกรีกในเวลาต่อมา

 

Asclepius (Aesculapius) เทพแห่งการแพทย์

Asclepius (Aesculapius) มีไม้เท้าประจำตัวอันหนึ่งซึ่งทำจากไม้ cypress [ต้นไม้ประจำเทพ Hades (Pluto)] และมีงูอยู่หนึ่งตัวพันรอบ ไม้เท้านี้มีชื่อว่า “Staff of Asclepius” ไม้ cypress บ่งบอกถึงความแข็งแรง ส่วนงูหมายถึงการกำเนิดใหม่เพราะงูมีการลอกคราบอยู่เป็นระยะ ๆ

 

Staff of Asclepius (ภาพจาก http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/3/3d/Rod_of_asclepius.png)

 

Asclepius (Aesculapius) แต่งงานกับ Salus (Epione) บุตรของทั้งสองต่างก็มีความสำคัญต่อวงการแพทย์ตามรอยบิดากล่าวคือ บุตรชายสองคนคือ Macheon และ Podalirius เป็นแพทย์ทหารปรากฏชื่ออยู่ในสงครามกับกรุงทรอย บุตรสาวสามคนคือ Panaceia เป็นเทพีแห่งการรักษา, Iaso เป็นเทพีแห่งการฟื้นฟู และ Hygieia บุตรสาวผู้ทำหน้าที่ชำระร่างกายคนไข้ทำให้คนไข้ฟื้นตัวเร็ว (ลบล้างความเชื่อเดิมผิด ๆ ที่ว่าน้ำจะทำให้คนไข้ตาย) จึงถือเป็นเทพีแห่งความสะอาดและเป็นที่มาของคำว่า “Hygiene” ที่แปลว่า “สุขอนามัย” นอกจากนี้ ยังเชี่ยวชาญเรื่องยาอีกด้วย รูปงูพันถ้วยยาของ Hygieia จึงถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของวิชาเภสัชกรรม

 

ถ้วยยาของ Hygieia (ภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Bowl_of_Hygieia)

 

Asclepius (Aesculapius) มีความเชี่ยวชาญในการรักษาโรคมากขึ้นเรื่อย ๆ จนสามารถช่วยให้คนตายฟื้นคืนชีพได้ Hades (Pluto) เทพแห่งยมโลกจึงไปร้องเรียนต่อมหาเทพ Zeus (Jupiter) แต่โชคดีได้ Apollo ช่วยแก้ข้อกล่าวหาให้ว่า โอรสของตนเป็นแพทย์ที่คอยช่วยเหลือมนุษย์ยามเจ็บไข้ได้ป่วย หากไม่มี Asclepius (Aesculapius) มนุษย์คงจะเป็นทุกข์ไม่น้อย มหาเทพ Zeus (Jupiter) จึงทรงให้อภัย แต่ภายหลังเมื่อทรงทราบว่า Asclepius (Aesculapius) ยอมชุบชีวิตเฉพาะเศรษฐีเพียงเพราะต้องการทองคำเป็นค่ารักษา พระองค์จึงใช้สายฟ้าอัสนีบาตลงโทษจนร่างของนายแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่มอดไหม้เหลือเพียงกองเถ้าถ่าน Apollo ไม่พอพระทัยพระบิดาแต่รู้ตัวว่าต่อกรไม่ได้จึงพาลจะไปสังหารเทพอสูรไซคลอปส์ผู้สร้างสายฟ้าให้แก่ Zeus (Jupiter) เลยถูกพระบิดาลงทัณฑ์ให้ไปเป็นทาสในโลกมนุษย์เป็นเวลา 1 ปี

 

อย่างไรก็ตาม คุณความดีที่มีต่อมนุษย์มากมายทำให้ Asclepius (Aesculapius) ได้รับการยกย่องให้เป็นเทพแห่งการแพทย์ สถานที่ที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยถูกเรียกว่า Asclepieion โดยมีลูกศิษย์รับหน้าที่ต่อ (เชื่อกันว่า Hippocrates บิดาแห่งการแพทย์แผนตะวันตกและ Galen บิดาแห่งวิชากายวิภาคศาสตร์ต่างก็ร่ำเรียนวิชาแพทย์จาก Asclepieion)

 

โรคหนอนพยาธิกินี (Guinea worm disease)

มีบันทึกถึงโรคนี้มาตั้งแต่สมัยโบราณแล้วใน Ebers papyrus เมื่อประมาณ 1,550 ปีก่อนคริสตกาล ในมัมมี่อียิปต์ก็พบหนอนพยาธิตัวนี้ ค.ศ. 1674 นักท่องเที่ยวก็รายงานว่าพบในแอฟริกาและเอเชีย ศตวรรษที่ 18 ลินเนียสค้นพบในพ่อค้าที่ทำการค้าแถบอ่าวกีนี (Guinea) ทางแอฟริกาตะวันตกและเป็นคนแรกที่ชี้ให้เห็นว่าแท้จริงแล้วมันเป็นหนอน (worm) ชนิดหนึ่ง หนอนพยาธินี้จึงมีชื่อว่าหนอน
พยาธิกินีและโรคที่เกิดจากมันจึงมีชื่อว่าโรคหนอนพยาธิกินี

 

การรักษาโรคหนอนพยาธิกินี (ภาพจาก http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/5/59/Dracunculus_medin

 

หนอนพยาธิกินีมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Dracunculus medinensis อยู่ในวงศ์ Dracunculidae คำว่า “Dracunculus” มาจากภาษาละตินที่แปลว่า “มังกรน้อย” ส่วนคำว่า “medinensis” นั้นมาจากครั้งหนึ่งมันพบมากที่เมือง Medina ประเทศซาอุดิอาระเบีย Alexei Pavlovich Fedchenko (1844 – 1873) นักธรรมชาติวิทยาชาวรัสเซียค้นพบวงจรชีวิตของหนอนพยาธินี้โดยสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1870

 

วงจรชีวิตของมันคือพยาธิตัวเต็มวัยเพศเมียจะไปปล่อยตัวอ่อนลงน้ำโดยชอนไชอยู่ใต้ผิวหนังของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มักจะเป็นแผลที่ขา ข้อเท้าหรือเท้า ปวดแสบปวดร้อนมาก (จึงมีอีกชื่อว่า fiery serpent) จนต้องเอาเท้าไปแช่น้ำ ตัวอ่อนเมื่ออยู่ในน้ำจะถูกไร (Cyclops) กินและเจริญเป็นระยะติดต่อเมื่อคนไปกินน้ำไม่สะอาดที่มีตัวไรเหล่านี้เข้าไปตัวอ่อนจะไชผ่านผนังลำไส้เข้าไปเจริญต่อเป็นตัวเต็มวัยในช่องท้อง เมื่อผสมพันธุ์กันพยาธิตัวเต็มวัยเพศเมียจะชอนไชไปตามผิวหนังเพื่อปล่อยตัวอ่อนอีกครั้ง แพทย์จะรักษาโรคนี้ด้วยการกรีดที่ผิวหนังตรงทางที่มันจะผ่าน เมื่อมาถึงแผลมันก็จะไชออกมานอกร่างกายแพทย์จะนำไม้ไปล่อให้มันเลื้อยพันแล้วค่อย ๆ ดึงออกมาที่ละนิดไม่ให้ตัวขาดจึงอาจจะใช้เวลาหลายวันจนถึงหลายสัปดาห์กว่าจะออกมาหมด

 

เนื่องจากโรคหนอนพยาธิกินีมีมากในสมัยก่อน ประกอบกับลักษณะการรักษาที่คล้าย Staff of Asclepius เชื่อว่าสิ่งนี้จึงกลายมาเป็นสัญลักษณ์ทางการแพทย์ในปัจจุบัน แต่เมื่อสังเกตดูจะเห็นว่ามีการใช้ Caduceus เป็นสัญลักษณ์ทางการแพทย์เช่นกัน ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ?

 

โปรดติดตามตอนต่อไป