12Mar

“สัญลักษณ์ทางการแพทย์” (ตอนจบ)

นพ. ธีรวัฒน์ บูระวัฒน์
โรงพยาบาลเขาสุกิม จ.จันทบุรี

 

ในราวศตวรรษที่ 16 Johann Froben (ค.ศ. 1460 – 1527) นักพิมพ์หนังสือชาวเยอรมันที่ Basel ผู้มีอาชีพพิมพ์หนังสือทางการแพทย์ได้ใช้เครื่องหมายนี้พิมพ์ที่ปกหนังสือเป็นเครื่องหมายการค้าของเขา แต่ที่ยอดคฑาใช้นกพิราบแทนปีกสองข้าง เขาใช้ Caduceus เนื่องจากเป็นสัญลักษณ์ของผู้ส่งสาร และอีกอย่างที่สำคัญคือ Hermes (Mercury) ยังเป็นเทพเจ้าแห่งการค้าอีกด้วย

 

เครื่องหมายการค้าของ Froben

เครื่องหมายคธาปีกและงูพัน 2 ตัวนี้ William Butts (ค.ศ. 1491 – 1545) แพทย์ประจำพระองค์พระเจ้า Henry VIII แห่งอังกฤษเป็นคนแรกที่นำ Caduceus มาใช้เป็นเครื่องหมายทางการแพทย์โดยใช้เป็นตราประจำตัว

 

เครื่องหมายการค้าของ Froben (ภาพจาก wikimedia.org)

Butts ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น Sir ในปี ค.ศ. 1544

ค.ศ. 1556 John Caius (ค.ศ. 1510 – 1573) แพทย์ชาวอังกฤษประธานราชวิทยาลัยแพทย์แห่งกรุงลอนดอนเป็นคนแรกที่นำสัญลักษณ์นี้มาใช้ในสมาคม ต่อมาศตวรรษที่ 19 John Churchill นักพิมพ์หนังสือทางการแพทย์ชาวอังกฤษก็ได้ใช้ Caduceus พิมพ์เป็นตรากำกับไว้ที่หัวเรื่องต่าง ๆ ด้วย เขาใช้เพื่อต้องการรวมงูสองตัวให้เป็นหนึ่ง งูตัวแรกหมายถึงการแพทย์ (medicina) อีกตัวคือวรรณกรรม (literis) และใช้คติพจน์ว่า “Irrupta Tenet Copula (unbreakable bond unites)” ต่อมาก็เริ่มเข้าใจผิดกันว่า Caduceus เป็นสัญลักษณ์ทางการแพทย์

 

Butts (ภาพจาก wikimedia.org.)

 

 

ช่วงสงครามกลางเมืองสหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 1861 – 1865 ได้มีการนำ Caduceus มาใช้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นกลาง เดือนมีนาคม ค.ศ. 1902 ศัลยแพทย์ Frederick Reynolds เป็นคนแรกที่เสนอให้ใช้ Caduceus เป็นสัญลักษณ์ของ U.S. Army Medical Corps แต่นายพล G. W. Sternberg ปฏิเสธและให้ใช้ปลอกแขน staff of Asclepius ตามเดิม อย่างไรก็ตาม Reynolds ยังคงยืนกรานจะใช้โดยนำเสนออีกครั้งต่อ W. H. Forwood นายพลคนใหม่ และได้รับอนุมัติให้ใช้ในวันที่ 17 กรกฎาคม ปีนั้นเอง

 

U.S. Army Medical Corps ค.ศ. 1902

เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 สัญลักษณ์นี้ก็เป็นที่รู้จักและถูกใช้ไปทั่วโลกรวมถึงกระทรวงสาธารณสุขไทยที่สถาปนาในปี ค.ศ. 1942 ก็นำ Caduceus มาเป็นสัญลักษณ์ของกระทรวง

 

U.S. Army Medical Corps (ภาพจาก wikimedia.org.)

สัญลักษณ์กระทรวงสาธารณสุข

เนื่องจาก Hermes (Mercury) เป็นเทพเจ้าแห่งการค้าและความมั่งคั่ง ดังเช่น อาคารกระทรวงพาณิชย์ที่สร้างในปี ค.ศ. 1921 ก็ใช้ Caduceus เป็นสัญลักษณ์ของกระทรวงที่ประตูทางเข้า (อาคารนี้คือ “มิวเซียมสยาม” ในปัจจุบัน) จึงมีคนไม่เห็นด้วยที่จะใช้ Caduceus เป็นสัญลักษณ์แทนการแพทย์ ควรใช้ Staff of Asclepius จะเหมาะสมกว่า เห็นได้จากองค์กรทางการแพทย์ขนาดใหญ่อย่างเช่น องค์การอนามัยโลก (World Health Organization) ที่ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1948 ก็มีข้อสรุปให้ใช้ Staff of Asclepius เป็นสัญลักษณ์

 

สัญลักษณ์กระทรวงสาธารณสุข (ภาพจาก http://bit.ly/2wN2SHj)

สัญลักษณ์องค์การอนามัยโลก

สัญลักษณ์ทางการแพทย์ของไทยใช้อะไร ? คำตอบคือ “พญานาค” ครับ ซึ่งเป็นผู้ทำให้เกิดประถมแพทย์ “ธันวันตริ”(ออกเสียงว่า ทัน-วัน-ตะ-ริ) ผู้ชำนาญในอายุรเวทตามตำนานการกวนเกษียรสมุทรระหว่างเทวดากับอสูรที่ว่า ครั้งหนึ่งขณะฤาษีทุรวาสกำลังท่องเที่ยวในป่าหิมพานต์ได้พบนางวิทยาธรีตนหนึ่งถือพวงมาลัยที่ร้อยจากสวรรค์กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วป่า นางได้ถวายมาลัยนั้นแด่ฤาษีซึ่งก็ยินดีรับ แต่อนิจจากลิ่นพวงมาลัยนั้นกลับทำให้ช้างทรงของพระอินทร์บ้าคลั่งเอางวงเอื้อมไปหยิบพวงมาลัยที่กะพอง (ส่วนนูนด้านข้างศีรษะช้าง) ขว้างลงแล้วเหยียบย่ำ

 

สัญลักษณ์องค์การอนามัยโลก (ภาพจาก wikimedia.org)

 

ฤาษีเข้าใจผิดว่าพระอินทร์ดูถูกตนจึงโกรธมากและสาปให้อาณาจักรของพระอินทร์รวมถึงเหล่าเทวดามีกำลังฤทธาเสื่อมถอยลง เป็นเหตุให้เหล่าอสูรขึ้นมาอาละวาดสร้างความเดือดร้อนไปทั่ว เมื่อเหล่าเทวดารู้ที่มาของคำสาปจึงชวนกันไปทูลฟ้องพระวิษณุ พระองค์จึงออกอุบายให้ไปเจรจายุติศึกชั่วคราวกับเหล่าอสูรโดยชักชวนมาร่วมกันทำพิธีกวนเกษียรสมุทรหากสำเร็จจะได้น้ำอมฤตเป็นสิ่งตอบแทน (แต่จริง ๆ แล้วพระวิษณุจะให้เฉพาะเทวดาดื่ม) สรุปว่าอสูรหลงกลและยอมช่วยงานใหญ่นี้ ราหูครั้นได้ทราบข่าว จึงเดินทางติดตามเฝ้าดูการกวนเกษียรสมุทรอยู่ห่าง ๆ ด้วยมุ่งหมายจะดื่มน้ำอมฤตเพื่อความเป็นอมตะ

 

เมื่อถึงเวลานัดหมายทั้งฝ่ายเทพและอสูรต่างก็มากันครบ โดยมีมหาเทพทั้งสามองค์คือ พระวิษณุ พระศิวะ และพระพรหม เป็นประธาน พิธีการกวนเกษียรสมุทรคือนำมันทรคีรี (ภูเขามันทระ) มาตั้งแทนไม้กวน ณ เกษียรสมุทร แล้วนำพญานาควาสุกีมาพันรอบเขาต่างเชือก ให้อสูรถือพญานาคทางหัวและฝ่ายเทวดาถือทางหาง จากนั้นก็พร้อมใจกันยื้อยุดฉุดพญานาควาสุกีให้หมุนมันทรคีรีกวนน้ำจนปั่นป่วนไปทั่ว ครั้นพญานาควาสุกีถูกดึงจึงพ่นไฟอันมีพิษถูกเหล่าอสูรจนต่างท้อถอยจะล้มเลิกพิธี พระศิวะจึงทรงเสด็จมากลืนกินพิษนั้นแทน เมื่อพิษไหลลงถึงพระศอ (คอ) พระนางปารวตีชายาของพระองค์บีบพระศอไว้ไม่ให้พิษไหลลงไปมากกว่านั้น ด้วยเหตุนี้เองศอพระศิวะจึงไหม้จนกลายเป็นสีนิล (ดำ)

 

ครั้นพิธีดำเนินต่อไปจนพื้นโลกจวนเจียนจะแตกทะลุ พระวิษณุจึงอวตารเป็นสองภาค ภาคหนึ่งคือ กูรมาวตาร (คำว่า “กูรมะ” แปลว่า “เต่า”) เอากระดองรองเขานั้นไว้มิให้ดันทะลุพื้นโลก ส่วนอีกภาคหนึ่งไปเป่าเมฆฝนไปตกแก่เทวดาให้รื่นรมย์ ต่อมาพิธีการกวนเกษียรสมุทรก็สำเร็จบังเกิดสิ่งวิเศษผุดขึ้นตามลำดับดังนี้คือ 1) โคสุรภี 2) สุราฤทธิ์แรงชื่อวารุณี 3) ต้นปาริชาติ 4) นางอัปสร 5) พระจันทร์ 6) พิษซึ่งเหล่างูและนาครับไว้ 7) พระลักษมี (พระศรี) ซึ่งต่อมาเป็นพระชายาของพระวิษณุ

 

สุดท้ายสิ่งสำคัญที่สุดก็เกิดขึ้นคือ เทวแพทย์ธันวันตริโผล่ขึ้นมาพร้อมผอบใส่น้ำอมฤต พระวิษณุรีบแปลงเป็นนางโมหิณี (กล่าวกันว่าสวยงามกว่าพระลักษมีเสียอีก) ไปล่อลวงเหล่าอสูรให้หลงใหลจนลืมเรื่องน้ำอมฤต เหล่าเทวดาสบโอกาสจึงพากันดื่มน้ำอมฤตจนครบ เหล่าอสูรเมื่อรู้ว่าหลงกลจึงเข้ารบกับเหล่าเทวดาแต่ต้องพ่ายแพ้กลับบาดาลไป

 

คงเหลือแต่ราหูที่เฝ้าแอบดูเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นได้ปลอมตัวเป็นเทวดาลอบเข้าไปดื่มน้ำอมฤต พระอาทิตย์และพระจันทร์เห็นเข้าจึงทูลฟ้องนางโมหิณี (พระวิษณุจำแลง) พระองค์จึงใช้จักรสุทรรศนะบั่นเศียรของราหู แต่เนื่องจากตอนนั้นราหูดื่มน้ำอมฤตลงไปถึงลำคอแล้วทำให้เศียรเป็นอมตะ ราหูอาฆาตพระอาทิตย์กับพระจันทร์มากจึงคอยหาโอกาสกินทั้งสองเกิดเป็นสุริยคราสและจันทรคราสนับแต่นั้นมา

 

ตัวอย่างหน่วยงานทางการแพทย์ในประเทศไทยที่ใช้พญานาคเป็นสัญลักษณ์

ได้แก่ โรงพยาบาลศิริราช และแพทยสภา เป็นต้น

 

สัญลักษณ์ของโรงพยาบาลศิริราช (ภาพจาก www.logothailand.com)

 

สัญลักษณ์ของแพทยสภา (ภาพจาก www.tmc.or.th)

 

  • สัญลักษณ์ของโรงพยาบาลศิริราช เป็นพระเกี้ยวซึ่งเป็นพิจิตรเรขาประจำรัชกาลที่ 5 ผู้ให้กำเนิดโรงพยาบาลศิริราช ข้างล่างเป็นพญานาครูปตัว “ศ” พัน Staff of Asclepius ออกแบบโดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ เรือโท นายแพทย์ อวย เกตุสิงห์ (ค.ศ. 1908 – 1990)
  • แพทยสภาก่อตั้งในปี ค.ศ. 1969 สัญลักษณ์เป็นพญานาครูปอักษรตัว “พ” อยู่กับตรีศูล (อาวุธประจำหัตถ์พระศิวะ) ด้านข้างนั้นคือก้อนเมฆหมายถึงเป็นวิชาชีพชั้นสูงมีเกียรติ

 

อย่างไรก็ตาม ไม่สำคัญหรอกว่าจะใช้สัญลักษณ์อะไรเพราะมันเป็นเพียงรูปภาพ จากพระราชดำรัสของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกที่ว่า “อาชีพแพทย์นั้นมีเกียรติ แพทย์ที่ดีจะไม่ร่ำรวยแต่ไม่อดตาย ถ้าใครอยากร่ำรวยก็ควรเป็นอย่างอื่นไม่ใช่แพทย์” เป็นแรงบันดาลใจให้ผมเขียนบทความนี้เพื่อเตือนใจให้แพทย์ตระหนักไว้ว่า เมื่อใดที่คุณทำงานโดยเห็นแก่อามิสสินจ้างเป็นหลัก ไม่สนใจด้านมนุษยธรรม ระวัง! สายฟ้าของ Zeus (Jupiter) จะลงโทษคุณ แต่หากทำตามจรรยาบรรณแล้วไซร้ท่านจะพบแต่ความเจริญดังพระราชดำรัสอีกอันของพระองค์ท่านที่ว่า “ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศจะตกแก่ตัวท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธิ์”

 

 

เอกสารอ้างอิง

  • Lawrence C. The healing serpent – the snake in medical iconography. Ulster Med J. 1978; 47: 134 – 40.
  • พลเรือโท ทวีวุฒิ พงศ์พิพัฒน์. ตราประจำกระทรวงของไทยในปัจจุบัน. นาวิกศาสตร์ ปีที่ 94 ฉบับที่ 10 ตุลาคม 2554 หน้า 58 – 70.